หลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้และอาหารที่บริโภค - Nutrition-talk

หลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้และอาหารที่บริโภค

1. ปี ค.ศ. 1809 นายแพทย์วิลเลียม แลมบี ได้ตีพิมพ์หนังสือออกมา โดยมีการกล่าวถึง 

โรคมะเร็งว่าเกี่ยวข้องกับอาหารที่มีเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในปริมาณสูงเป็นส่วนประกอบ

 

มีรายงานว่าเนื้องอกในระบบย่อยอาหาร สามารถลดลงได้อย่างรวดเร็ว และถูกกำจัดไปได้ ด้วยการทานอาหารที่ได้จากพืชเป็นหลัก 

ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การทานอาหารแบบนี้โดยเคร่งครัดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทผัก จะทำให้เกิดคุณสมบัติในการเคลื่อนย้ายโรคต่างๆ ที่อยู่ภายในช่องท้อง ออกไปยังภายนอกร่างกาย

ที่มา :Dr. William Lambe, Effects of a Peculiar Regimen in Scirrhous tumors and Cancerous Ulcers (London: J. Mawman, 1809)

 

2. ปี ค.ศ. 1928 ณ เมืองบีลเฟล์ด ประเทศเยอรมนี

นายแพทย์แม็กซ์ เกอร์สัน ได้รายงานถึง การรักษาผู้ป่วยรายหนึ่ง ที่เป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีให้หายได้ด้วยอาหาร โดยให้ทานธัญพืชเต็มเมล็ด และงดเนื้อสัตว์ แป้งขาว แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องเทศ บุหรี่และยาอื่นๆ

นายแพทย์เกอร์สัน ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการรักษาโรคมะเร็งโดยอาศัยโภชนาการ และเมื่อ ค.ศ. 1941 ได้หนีนาซีเยอรมันไปเปิดคลินิกรักษามะเร็งอยู่นิวยอร์ค

หลายปีต่อมา เขาได้ไปแถลงต่อคณะกรรมการของสภาคองเกรสส์คณะหนึ่งของสหรัฐ และได้เรียกร้องให้มีการกลับไปรับประทานแบบดั้งเดิม เพื่อลดอัตราโรคมะเร็งให้เหลือเท่ากับสมัยก่อน 

 

เขาได้สรุปงานวิจัยและการรักษาโรคมะเร็งตลอดระยะเวลา 25 ปี ของเขาไว้ว่า

มะเร็งไม่ได้เป็นโรคที่เกิดเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่เป็นโรคที่กว้าง และมีสาเหตุสำคัญมาจากความเป็นพิษของอาหารที่มาจากวิธีการเกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร

ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น เขามองเห็นว่าการขจัดพิษในตับ เป็นกุญแจสำคัญ ที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกาย และยังได้พยากรณ์อีกว่าในอนาคตอันใกล้นี้


โรงพยาบาลและคลินิกมะเร็งสำหรับโรคความเสื่อมเรื้อรังนี้ จะถูกบังคับให้ต้องใช้ผลไม้และผักซึ่งปลูกด้วยวิธีการทำสวนแบบปลอดสารเคมี

ที่มา : Max Gerson, M.D. , A Cancer Therapy : Results of Fifty Case (Del Mar, Calif. : Totality Books, 1958)

 

3. ค.ศ. 1960 ดร.มอด เทรซิลเลี่ยน แฟร์ แพทย์หญิงซึ่งอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ได้รายงานถึงการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ของตนเอง

ว่ารักษาด้วยการทานอาหารที่ประกอบด้วยธัญพืชเต็มเมล็ด โดยไม่ทานเนื้อสัตว์ ปลา เนยแข็ง น้ำตาลทราย สารกระตุ้น เครื่องเทศ และเกลือปรุงแต่งต่างๆ

เธอได้วางทฤษฎีไว้ว่า มะเร็งกับโรคความเสื่อมต่างๆของร่างกายนั้น เป็นผลมาจากความเป็นกรด หรือด่างที่มากเกินไป ในตอนที่เรามีสุขภาพดี เลือดและน้ำเหลืองของเรามีความเป็นด่างเล็กน้อย ก็เหมือนกับร่างกายของเรา

หากว่าสารพิษที่สร้างความระคายเคืองยังคงอยู่ในร่างกาย เราก็จะต้องทานอาหารที่ถูกต้องในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อทำให้กระแสเลือดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

ที่มา :   Dr. Maud Tresilliam Fere, Does Diet Cure Cancer? (Northamptonshire, England : Thorsons, pp. 18-21, 1971)

 

4. ปี ค.ศ. 1974 นักวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โยงว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่มีความเกี่ยวพันกับการบริโภคเนื้อวัวในปริมาณสูง

“หลักฐานบ่งชี้ว่าเนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อวัว เป็นอาหารชนิดหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อร้ายของลำไส้ใหญ่”

ที่มา : J.W. Berg and M.A. Howell, the Geographic Pathology of  Bowel Cancer, Cancer, 34:807-14

5. ปี ค.ศ. 1977 นักวิจัยชาวอินเดียรายหนึ่งค้นพบว่า ชาวปันจาบในอินเดียตอนเหนือไม่มีผู้ใดป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ อันเนื่องมาจากการกินอาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง

อาหารของชาวปันจาบประกอบไปด้วย จาปาตีซึ่งทำด้วยธัญพืชเต็มเมล็ด ดัลที่ทำด้วยถั่วชนิดต่างๆ แกงกะหรี่ใส่ผักกับผลิตภัณฑ์นมหมักในปริมาณเล็กน้อย

ในอินเดียตอนใต้ มีผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งกันมาก เนื่องจากมีอาหารหลัก คือ ข้าวจ้าวขัดขาว และมีการใช้ไขมัน น้ำมัน เครื่องเทศอย่างมาก ในการปรุงอาหาร

นักวิจัยสรุปต่อไปว่า การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลง “การเคียวอาหารอย่างถูกต้อง ทำให้น้ำลายที่อุดมด้วยเมือกผสมรวมกับอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยป้องกันมะเร็ง”

ที่มา : S.L. Mahotra, Dietary Factors in a Study of Cancer Colon from Cancer Registery, With Special Reference to the Role of Saliva, Milk and Fermanted Milk Products, and Vegetable Fiber, Medical Hypotheses 3:122-26

 

6. ปี ค.ศ. 1968 นักวิจัยชาวแคนาดารายงานว่า

ผักทะเลมีสารโพลีเช็คคาไรด์ ซึ่งจะรวมตัวเข้ากับสตรอนเชียม (ธาตุกัมมันตรังสี) และช่วยกำจัดมันออกไปจากร่างกาย

การทดลองในห้องแล็บ เมื่อนำโซเดียมแอลจิเนท (sodium alginate) ที่ได้มาจากสาหร่ายเคลพ์ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดอื่นๆ ที่ขึ้นอยู่นอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก


ใส่เข้าไปในตัวหนูทดลอง ควบคู่ไปกับสตรอนเชียมและแคลเซียมแล้ววัดไขกระดูก 
พบว่าอนุภาคกัมมันตรังสีในกระดูกจะมีปริมาณลดลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
โดยไม่กระทบกระเทือนกับการดูดซึมแคลเซียม

การประเมินผลทางชีววิทยาของสาหร่ายชนิดต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันมีความสามารถในการป้องกันการดูดซึมกัมมันตรังสีที่เกิดจากการหลอมนิวเคลียร์ในห้องปฏิบัติ รวมทั้งประโยชน์ในฐานะที่เป็นตัวกำจัดกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ

ที่มา : Y. Tanaka et al., Studies on inhibition of Intestinal Absorption of Radio Act ive Strontium, Canadian Medical Association Journal 199:169-75

 

7. ปี ค.ศ. 1974 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นรายงานว่าสาหร่ายคอมบุและโมจาบันพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นผักทะเลที่รับประทานกันโดยทั่วไปในเอเชีย และใช้เป็นส่วนผสมในการปรุงสมุนไพรแผนโบราณสำหรับรักษามะเร็ง

มีประสิทธิภาพในการบำบัดเนื้องอก การทดลองในห้องแลปจาก 3 ใน 4 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ พบว่าอัตราการยับยั้งเนื้องอกในหนูที่ถูกผ่าตัดปลูกมะเร็งกระดูกชนิดซาร์โม อยู่ระหว่าง 80 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยรายงานว่า “ในแต่ละกลุ่มที่ได้รับการบำบัดหนูจำนวนกว่าครึ่งมีสภาพการหดตัวของเนื้องอกเกือบหมดสิ้น” การทดลองทำนองเดียวกันกับหนูที่เป็นมะเร็งในเม็ดโลหิตปรากฎผลลัพธ์ในทางที่ดี

ที่มา : L. Yamamoto et al., Antitumor Effect of Seaweeds. Japanese Journal of Experimental Medicine 44:543-46

 

8. มะเร็งกับการกินเนื้อสัตว์ นายแพทย์ ชาลล์ บี ซิมโมน ประจำสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา (NCI) เป็นแพทย์ซึ่งรักษาคนไข้มะเร็งโดยตรง ทั้งด้านเคมีบำบัด ด้านการฉายแสง และด้านภูมิชีวิต (CLINICAL IMMUNOLOGY)

เขารักษาคนไข้มะเร็งด้วยวิธีผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีบำบัดมาเกือบ 20 ปี และได้ค้นพบว่าการรักษาเช่นนี้ ได้ผลเพียงช่วยชะลอชีวิตคนป่วยเท่านั้น ไม่สามารถรักษามะเร็งได้อย่างแท้จริง

เมื่อเขาได้ย้ายมาเป็นศาสตราจารย์สอนและค้นคว้าเรื่องมะเร็งที่มหาวิทยาลัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ที่ฟิลาเดลเฟีย

เมื่อปี ค.ศ. 1989 เขาได้หันมาค้นคว้าและรักษามะเร็งด้วยวิธีผสมผสาน และเน้นค้นคว้าในด้านอาหารกับมะเร็งเป็นเวลา 14 ปี เขากลายเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารกับมะเร็ง

 

นายแพทย์ ซิมโมน ได้ค้นคว้าเรื่องการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วเกิดมะเร็งจากคนไข้กว่า 800 คน และได้ชี้ให้เห็นว่าการกินเนื้อสัตว์แบบคนอเมริกัน

มีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ กระเพาะ ตับ ตับอ่อน ต่อมลูกหมาก รังไข่ มดลูก รวมทั้งปอด เต้านม เลือด และต่อมน้ำเหลือง (กินสเต๊กแบบอเมริกัน คือ ปิ้ง ย่าง หรือทอด ร่วมกับมันฝรั่งย่าง เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม)

 

นายแพทย์ ซิมโมน ชี้ให้เห็นว่าเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เมื่อเอามาปิ้ง หรือย่าง ก็จะเกิดสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ไนโตรซามีนเกิดจากเกลือโซเดียมไนไตรท์ ซึ่งใช้ใส่แช่ในเนื้อสัตว์ เพื่อที่จะรักษาเนื้อให้คงทนไม่บูดเน่า ยิ่งเป็นพวกเนื้อบด ไส้กรอกแล้ว ต้องใส่โซเดียมไนไตรท์อย่างขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันเนื้อสัตว์เป็นพิษ

 

เมื่อสารไนไตรท์ตกถึงท้องเราแล้วผสมกับน้ำย่อยจากถุงน้ำดี และน้ำย่อยจากตับ ก็จะกลายเป็นสารไนโตรซามีน หากสะสมมากขึ้นก็เป็นสารก่อมะเร็งที่ทำให้เซลล์ดีกลายเป็นเซลล์เนื้อร้าย (กรรมวิธีในการถนอมอาหารก็จะมีการตากแห้ง การบรรจุกระป๋อง การบรรจุขวด

และต้องใช้สารเคมีประเภทที่รักษาอาหารไม่ให้บูดเน่า อย่างเช่น เกลือ ดินประสิว น้ำส้ม น้ำตาล ยากันบูด และไนไตรท์

ถ้าได้รับบ่อยๆ ก็จะทำให้เกินปริมาณสมควร ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ส่วนพ่อค้าบางคนที่ใช้ยาเคมี เช่น ฟอร์มาลิน หรือฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นยาดองศพ ใส่ในอาหารเพื่อไม่ให้บูดเน่าหรือให้ผัก ผลไม้ ดูกรอบและสด เป็นการกระทำที่เลวทรามอย่างยิ่ง เป็นการจงใจฆ่าผู้บริโภคแบบตายผ่อนส่ง ควรถูกลงโทษให้สาสม)

Cr. มหันตภัยจากการบริโภคของมนุษย์

Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.