10 โภชนเภสัชภัณฑ์ ที่ใช้สำหรับลดระดับไขมันในเลือด

10 โภชนเภสัชภัณฑ์ กับ โรคไขมันในเลือดสูง

อาหารประเภทไขมันมีผลโดยตรงต่อ ระดับไขมันในเลือด

โดยผลของการรับประทานไขมันแต่ละชนิดจะส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดแตกต่างกัน

ในปัจจุบันมีโภชนเภสัชภัณฑ์หลายตัวที่ใช้สำหรับลดระดับไขมันในเลือด ดังนี้

.

 

 

1. โปรตีนถั่วเหลือง

  • ปริมาณ 40 กรัม/วัน ซึ่งมีสารออกฤทธิ์สำคัญ ไอโซฟลาโวน 25 มก.
  • ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลชนิดเลว LDL-C และเพิ่ม HDL-C ได้
  • มีเส้นใยธรรมชาติที่ดีต่อระบบขับถ่าย
  • ลดไขมันในผู้หญิงก่อนวัยทองที่มีภาวะอ้วน และภาวะน้ำหนักเกิน

.

2. น้ำมันปลา

  • อุดมไปด้วย โอเมก้า -3 ซึ่งประกอบไปด้วย DHA และ EPA (สำหรับลดไขมัน ป้องกันหัวใจ ควรเลือกสูตรที่มี EPA สูง)
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะไตรกลีเซอร์ไรด์
  • ต้านการอักเสบและการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว
  • ปริมาณที่แนะนำสำหรับป้องกันโรคหัวใจ 1,000 มก./วัน
  • สำหรับบำบัดรักษาการอุดตันของหลอดเลือด 2,000 – 3,000 มก./วัน

(ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์)

ข้อควรระวัง!!! การทานน้ำมันปลาเสริม

*ควรมีวิตามินอีในสูตร หรือทานร่วมกับวิตามินอี เพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นเนื่องจากเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA)

*ควรงดก่อนผ่าตัด ถอนฟัน อย่างน้อย 2 วัปดาห์ เนื่องจากทำให้เลือดหยุดไหลยาก

*ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการันตีว่าไม่มีโลหะหนักปนเปื้อน

.

 

3. น้ำมันรำข้าว

 

  • ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) วิตามินอีและพฤกษเคมี ได้แก่ “แกมม่า-ออริซานอล”
  • ช่วยลดระดับ LDL-C ได้
  • ปริมาณที่แนะนำ วันละ 30 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับปรุงประกอบอาหาร
  • ช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • บำรุงระบบประสาทและสมอง
  • ป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงผิวพรรณ สายตา เล็บ และผม ให้แข็งแรง
  • ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

.

4. น้ำมันคริลล์ (Krill oil)

  • ปริมาณที่แนะนำ 1,000-2,000 มก./วัน
  • สกัดมาจากเคย หรือกุ้งตัวเล็ก (Euphausia superba)
  • ประกอบไปด้วย DHA และ EPA เช่นเดียวกับน้ำมันปลา
  • มีสารแอลตาแซนทีน มีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ
  • โครงสร้างเป็นฟอสโฟไลปิด ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์
  • บำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันสมองเสื่อม บำรุงสายตา
  • ป้องกันการเกาะตัวของไขมันในหลอดเลือด
  • ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ

.

5. ชาเขียว

  • ปริมาณที่แนะนำ วันละประมาณ 2-3 ถ้วย (หรือ ชาแบบซอง 2-3 ซอง แช่ไม่เกิน 3 นาที)
  • มี EGCG เป็นตัวยับยั้ง การเกิดการสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล
  • ช่วยลดระดับ LDL-C ได้
  • ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงสามารถช่วยล้างสารพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้

ข้อควรระวัง : ปริมาณน้ำตาลในชาเขียวสำเร็จรูปพร้อมดื่ม

.

6. เรดยีสต์ไรซ์ ( Red Yeast Rice ) หรือ ข้าวยีสต์แดง

  • ปริมาณที่แนะนำ วันละ 1,800 มก.
  • คือนำข้าวมาหมักด้วยยีสต์ชนิดหนึ่งที่ชื่อ Monascus purpureus
  • ช่วยลดระดับ LDL-C ลดไขมันในเส้นเลือด
  • ลดไขมันคอเลสเตอรอลและ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้
  • ปรับสมดุลลำไส้
  • ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA Reductase ทำให้การสังเคราะห์คอเลสเตอรอลลดลง

ข้อควรระวัง : ยีสต์แดงมีสารที่คล้ายกับสารสแตตินหรือโลวาสแตติน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตับและไตได้

.

7. กรดเฟอรูลิก

  • เป็นกรดฟีโนลิก (phenolic acid) พบได้ทั่วไปในผัก อาหารที่ทานกันทั่วไป
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านแบคทีเรีย สารต้านการอักเสบ
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำลง
  • สารต้านการเกิดลิ่มเลือด และสารต้านมะเร็ง รวมทั้งสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคความเสื่อมทางระบบประสาท
  • เอกราช บํารุงพืชน์ และคณะ ทําการศึกษาผลของการรับประทานกรด เฟอรูลิกเสริม ต่อระดับไขมันในเลือด และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ
  • โดยมีอาสาสมัคร เป็นผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เข้าร่วมโครงการวิจัยทั้งสิ้น 48 คน
  • แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับกรดเฟอรูลิก (จํานวน 24 คน) และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอก (จํานวน 24 คน)
  • โดยให้รับประทานครั้ง ละ 500 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์
  • ผลการศึกษา พบว่า การรับประทานกรดเฟอรูลิกเสริมมีผล ดังนี้
  • ทําให้ระดับคอเลสเตอรอล รวมลดลง 8.1% (p = 0.001)
  • แอลดีแอล-คอเลสเตอรอลลดลง 9.3% (P < 0.001)
  • ไตรกลีเซอร์ไรด์ลดลง 12.1% (P = 0.049)
  • เฮชดีแอล คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น 4.3% (p = 0.045) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
  • เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
  • กรดเฟอรูลิกยังมีผลทําให้ภาวะ ออกซิเดทฟสเตรสลดลง โดยระดับ d-ROMs ลดลง 11.7% (P <0.001)
  • MDA ลดลง 24.5% (P < 0.001) และ BAP เพิ่มขึ้น 11.8% (P <0.001)
  • และกรดเฟอรูลิกยังช่วยลด Oxidized LDL-C 7.1% (p = 0.002)
  • นอกจากนี้การรับประทานกรดเฟอรูลิกเสริมทําให้ภาวะการอักเสบของ ร่างกายลดลง
  • โดย hs-CRP ลดลง 32.66% (P < 0.001)
  • TNF-4 ลดลง 13.06% (P <0.001)
  • ดังนั้น การรับประทานกรดเฟอรูลิก สามารถ ลดระดับไขมันในเลือด รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้

.

8. โพลิโคซานอล

  • ปริมาณที่แนะนำ วันละ 10-20 มก.
  • สกัดจากไขเปลือกอ้อย
  • ลดไขมันคอเลสเตอรอ LDL-C
  • ลดความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจ
  • ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดได้ดี
  • มีโครงสร้างคล้ายยาลดไขมันในเลือด กลุ่ม statin

.

9. เบต้า-กลูแคน

  • ปริมาณที่แนะนำ  วันละ 3 กรัม
  • เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
  • พบได้ในผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ สาหร่าย หรือพืชชนิดต่าง ๆ
  • พบมากในข้าวโอ๊ต
  • ลดไขมันคอเลสเตอรอล LDL-C

.

 

10.ผลไม้ตระกูลเบอรี่

  • มีสารออกฤทธิ์สำคัญ คือ แอนโทไซยานิน
  • แอนโทไซยานินช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด
  • ลดระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ปกติ
  • อาหารที่มีสารแอนโทไซยานินสูงด้วย เช่น กะหล่ำปลีสีม่วง แรดิช ข้าวโพดสีม่วง มะเขือม่วง องุ่นม่วง อัญชัน[

 

 

Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.